ร้อนนี้ (หมู) ต้องรอด…Heat Stroke

โดย น.สพ. ยุทธ เทียมสุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายวิชาการ บจก. เซ็นทรัลลิส
ก้าวเข้าสู่เดือนเมษายนอย่างเต็มตัวกันแล้ว ชุ่มฉ่ำอบอวลไปด้วยความสนุกสนานแห่งเทศกาลสงกรานต์ ที่มิอาจเต็มเปี่ยมนัก อันเนื่องมาจากปัญหาสงครามลามไปสู่พลังงาน กระทบเศรษฐกิจ ปากท้อง ที่ดูแล้วยังมิเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ซ้ำร้ายด้วยฤดูร้อนปีนี้ คาดการณ์พยากรณ์ว่าอุณหภูมิอากาศ และดัชนีความร้อนน่าจะพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ย่อมส่งผลให้คนและสัตว์เลี้ยงป่วยไข้ได้มากขึ้น หนึ่งในปัญหาที่ผู้เลี้ยงสุกรมักพบมากในช่วงนี้ก็คือ อัตราการตายของสุกรเพิ่มมากขึ้น โดยที่ยังดูปกติ มิได้ป่วยโทรมมาก่อน การตายนี้มิได้เกี่ยวข้อง หรือมีเชื้อก่อโรคเป็นสาเหตุแต่อย่างใด แต่หากเป็นระบบการทำงานของร่างกาย หรือระบบสรีรวิทยาทำงานล้มเหลวนั่นเอง
Heat Stroke หรือ Hyperthermia เป็นคำที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยกันดีในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากอุณหภูมิ หรืออากาศในฤดูร้อนบ้านเราที่ทวีความร้อนวิกฤติหนักขึ้นเรื่อยๆ เราจึงได้ข่าวคนเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตกันอยู่เนืองๆ ในช่วงนี้ของทุกๆ ปี ในคนอาจเรียกว่าโรคลมแดด โดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะมีกลไกในการปรับลดอุณหภูมิ หรือขับความร้อนออกจากร่างกายอยู่แล้ว เช่น เหงื่อออก การพาความร้อนออกไปโดยลมหรือน้ำ การแผ่รังสี หรือการหอบหายใจที่อาจมีผลข้างเคียงอื่นสูง แต่เมื่อใดก็ตามที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงมาก หรืออากาศร้อนจัด โอกาสที่ความร้อนจากร่างกายจะถ่ายเทไปยังสิ่งแวดล้อมนั้น จึงแทบเกิดขึ้นได้ยากมาก หรือไม่เกิดเลย แต่กลับถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายแทนอีกต่างหาก ยิ่งหากมีปัจจัยเสริมเช่น ร่างกายขาดน้ำ ก็ยิ่งเสริมให้เกิดอาการเร็ว และรุนแรงขึ้น ตัวจะร้อนมาก ผิวหนังแห้ง แทบไม่มีเหงื่อออก ปวดศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ สับสน พูดไม่ชัด เดินโซเซ หัวใจเต้นเร็ว ชีพจรเต้นผิดจังหวะ ชักเกร็ง หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด มักพบในคนชรา เด็ก ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ผู้ทำงานกลางแจ้ง นักกีฬา แล้วในสุกรที่ตายกันมากในช่วงหน้าร้อนนี้เล่า เป็นเช่นเดียวกันหรือไม่
Heat Stroke สามารถเกิดในสุกรได้เช่นเดียวกับคน เป็นสภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสุกรมีอุณหภูมิ หรือความร้อนสูงเกินไป จนไม่สามารถระบายออกได้ทัน (อุณหภูมิร่างกายสุกรปกติจะอยู่ที่ประมาณ 38.3-39.4°C หรือ 101-103 °F) หากอุณหภูมิร่างกายขยับสูงขึ้นไปที่ 41-42°C การทำงานของอวัยวะภายในจะเริ่มล้มเหลว เซลล์ถูกทำลาย และอาจนำไปสู่การตายได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยที่ส่งเสริมไม่ได้มาจากอากาศร้อน หรืออุณหภูมิสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่มักเกิดจากหลายปัจจัยมาเสริมรวมกัน ทั้งจากตัวสัตว์เอง สภาพแวดล้อม และการจัดการของผู้เลี้ยง
ปัจจัยจากตัวสุกรเอง สุกรเป็นสัตว์ที่มีต่อมเหงื่อกระจายอยู่ตามผิวหนังน้อยมาก (หรือบางตำราอาจบอกว่าไม่มีต่อมเหงื่อ ยกเว้นที่ปลายจมูก) และต่อมเหงื่อที่มีก็ยังทำงานได้ไม่ดีพอ ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนด้วยการขับเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนคน อีกทั้งปอดสุกรก็มีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับขนาดตัว ทำให้ระบายความร้อนผ่านวิธีการหอบเกิดขึ้นได้ในระดับจำกัด เสริมด้วยว่าสุกรมีชั้นไขมันหนาซึ่งทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนอย่างดี ทำให้ความร้อนภายในร่างกายระบายออกสู่ภายนอกได้ค่อนยาก สุกรพ่อแม่พันธุ์ แม่อุ้มท้อง และขุนระยะท้ายที่มีขนาดตัวใหญ่ ไขมันสะสมมาก ผลิตความร้อนจากการเผาผลาญสูง จึงไวต่อความร้อนมากกว่าลูกสุกร หรือสุกรเล็ก สุกรเจ็บป่วยก็จะปรับตัวระบายความร้อนได้ยากกว่าสุกรที่สุขภาพแข็งแรงดี
ปัจจัยจากสภาพแวดล้อม ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น แม้แต่ในเดือนเมษายนที่ร้อนจัดมากนี้ ก็มิได้ร้อนแล้วแล้งหรือแห้ง แต่กลับมีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ถือตัวแปรที่อันตรายสุด เมื่อมีความชื้นสูง การระบายความร้อนโดยการระเหยน้ำจากการหอบจะทำไม่ได้เลย ทำให้อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว หากสุกรถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่ความเร็วลมต่ำ ไม่เหมาะสม มีอากาศนิ่งสนิท ไม่มีลมพัดผ่านตัวสุกร ความร้อนจะสะสมอยู่รอบๆ ตัวสุกร ทำให้เกิดภาวะ Heat stroke ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งฟาร์มใดเลี้ยงสุกรที่หนาแน่นมากเกินไปในคอก ก็จะทำให้สุกรไม่มีพื้นที่ในการนอนแผ่ราบ หรือแนบตัวเพิ่มพื้นที่ร่างกายที่จะช่วยระบายความร้อน ความร้อนจากตัวสุกรที่อยู่ข้างๆ จะก็ถ่ายเทหากันตลอดเวลา เป็นปัจจัยเสริมเพิ่มเช่นกัน
ปัจจัยจากโรงเรือนและการจัดการ หากปลูกผิดทิศทางลม หากใช้วัสดุมุงหลังคาที่อมความร้อน หรือไม่มีฉนวนกันความร้อน ก็จะแผ่รังสีความร้อนลงมาที่ตัวสุกรโดยตรง ร่วมกับระดับความสูงของเพดานโรงเรือนที่ต่ำเกินไป ก็จะทำให้การไหลเวียนของอากาศไม่ดี และมีความร้อนสะสมลงมาถึงพื้นที่สุกรอยู่ได้ ในส่วนของการจัดการนั้น เน้นในเรื่องน้ำดื่ม หากน้ำดื่มไม่เพียงพอ ระบบท่อน้ำอุดตัน หรือน้ำในท่อร้อนจัด สุกรจะขาดน้ำอันเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดอุณหภูมิแกนกลางร่างกาย น้ำหยด น้ำอาบ ส้วมน้ำ หากขาดในส่วนนี้ก็เป็นปัจจัยเสริมให้เกิดภาวะ Heat stroke เช่นกัน การไล่ต้อนสุกร การจับขึ้นรถขนส่งในช่วงกลางวันที่มีแดดจัด หรืออะไรก็ตามที่ทำให้สุกรตื่นตระหนก จะทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักและสร้างความร้อนมหาศาลภายในร่างกาย การให้อาหารที่มีโปรตีน หรือพลังงานสูงมากเกินไปในช่วงที่อากาศร้อน จะส่งผลให้เกิด Heat Increment หรือความร้อนที่เกิดจากการย่อยอาหารเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้หากเกิดขึ้นพร้อมกันหลายข้อจะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ลูกใหญ่ ทำให้สุกรเกิดภาวะ Heat stroke ช็อก และตายได้อย่างรวดเร็ว
อาการ Heat Stroke ในสุกรสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะได้ดังนี้ 1 ระยะเริ่มต้น เป็นช่วงที่สุกรพยายามปรับตัวเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย สุกรจะเริ่มหายใจหอบเร็ว อ้าปากหายใจ สุกรจะหายใจเร็วและถี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (ปกติสุกรหายใจ 20-40 ครั้ง/นาที แต่อาจพุ่งสูงไปถึง 100 ครั้ง/นาที) พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ดูเซื่องซึม ไม่กินอาหาร พยายามเอาตัวแนบกับพื้นปูนที่เย็น หรือไปออกันอยู่ที่บริเวณมีน้ำเช่น จุ๊บน้ำ ส้วมน้ำ 2 ระยะรุนแรง เมื่อร่างกายเริ่มทนไม่ไหวและอุณหภูมิแกนกลางเกิน 40°C จะเริ่มมีน้ำลายใสๆ ไหลออกมามาก หรือเป็นฟองขาวรอบปาก น้ำลายฟูมปาก ผิวหนังแดงจัด โดยเฉพาะบริเวณใบหู แผ่นหลัง และหน้าท้อง เนื่องจากเส้นเลือดฝอยขยายตัวเพื่อพยายามระบายความร้อนออกสู่ผิวหนัง จมูกที่เคยชุ่มชื้นจะแห้งและร้อนมาก การเคลื่อนไหวผิดปกติ เดินโซเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือยืนขาถ่างเพื่อช่วยการหายใจ 3 ระยะวิกฤต อวัยวะภายในเริ่มล้มเหลวและเสี่ยงต่อการตายสูงมาก สุกรจะล้มลงนอนตะแคง ไม่สามารถลุกขึ้นได้ ชักกระตุก ตะกายขาเหมือนท่าว่ายน้ำ กล้ามเนื้อกระตุกเป็นระยะ บางตัวอาเจียน รูม่านตาขยาย ตาแข็งค้าง สุกรเริ่มหมดสติ เยื่อเมือกบริเวณจมูก ปาก เปลือกตาเริ่มเปลี่ยนจากแดงเป็นม่วงคล้ำอมน้ำเงิน (cyanosis) เนื่องจากการขาดออกซิเจน หากอุณหภูมิร่างกายไม่ลดลง สุกรจะเริ่มมีอาการของหัวใจวาย หัวใจหยุดเต้น และตายในที่สุด
การวินิจฉัยที่ง่าย และควรรีบทำทันทีเมื่อสงสัยว่าสุกรผิดปกติจาก Heat stroke นั่นคือ การใช้เทอร์โมมิเตอร์ หรือปรอทวัดไข้ ที่ทุกฟาร์มควรมีติดไว้ ใช้วิธีวัดทางทวารหนัก หากวัดได้อุณหภูมิ 39.5-40°C จะเป็นระยะที่สุกรเริ่มมีความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) และหากวัดได้อุณหภูมิ > 41°C ถือว่าเข้าสู่สภาวะ Heat Stroke ต้องรีบทำการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุกรแม่พันธุ์ที่ใกล้คลอดหรือเพิ่งคลอด จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าปกติ หากพบแม่สุกรเริ่มนอนหอบและไม่ยอมกินน้ำในวันที่อากาศร้อนจัด ให้รีบวัดอุณหภูมิทันที กรณีที่มีสุกรตายเฉียบพลัน และสงสัยว่าเกิดจาก Heat stroke แล้วลองชันสูตรซากดู จะพบลักษณะดังนี้ ซากภายในค่อนข้างอุ่นหรือร้อน เนื่องจากชั้นไขมันที่หนา อุณหภูมิซากจะคงสูงอยู่เป็นเวลานาน ทำให้ซากเน่าสลายตัวเร็วมาก หากไม่ผ่าทันทีหลังตาย อาจสับสนกับการเปลี่ยนแปลงหลังการตายได้ หากผ่าทันทีจะพบภาวะน้ำท่วมปอดและเลือดคั่งที่ปอด ปอดมีสีแดงเข้ม หนัก และมีของเหลวปนฟองอากาศอยู่ภายในหลอดลม มีจุดเลือดออกเล็กๆ บริเวณเยื่อหุ้มหัวใจ หรือกล้ามเนื้อหัวใจ หัวใจห้องล่างขวาขยายตัว เกิดจากการที่หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปปอดอย่างหนักจนล้มเหลว มีเลือดคั่งในอวัยวะช่องท้อง เช่น ตับ ไต และม้าม มีสีเข้มขึ้นเนื่องจากมีเลือดไปรวมตัวกันมาก ผนังลำไส้มีสีแดงโดยไม่มีสิ่งขับถ่ายผิดปกติ เลือดคั่งในสมอง ที่เยื่อหุ้มสมองจะมีเส้นเลือดฝอยขยายตัวอย่างชัดเจน เนื้อสมองบวมน้ำ
การรักษาเบื้องต้น เมื่อพบสุกรมีอาการ ควรดำเนินการ “ลดอุณหภูมิอย่างค่อยเป็นค่อยไป” โดยหากอยู่กลางแจ้ง ให้รีบย้ายเข้าที่ร่ม หรือหากอยู่ในคอก ให้ย้ายออกมายังที่มีอากาศถ่ายเทดี มีลมผ่าน และสะดวกต่อการปฏิบัติงานช่วยเหลือ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามตัว โดยเฉพาะบริเวณ กกหู ขาหนีบ และหน้าท้อง หรือหากจะใช้น้ำราด ก็ให้ใช้น้ำอุณหภูมิปกติ ห้ามเอาน้ำเย็นจัด หรือน้ำแข็งราดตัวสุกรโดยตรงทันที เพราะจะทำให้เกิดสภาวะช็อก เส้นเลือดจะยิ่งหดตัวจนระบายความร้อนไม่ได้มากขึ้นไปอีก หากสุกรยังพอรู้สึกตัว ให้ค่อยๆ ป้อนน้ำสะอาด อาจผสมเกลือแร่ร่วมด้วย ส่วนการรักษาทางสัตวแพทย์นั้น มีเป้าหมายหลักคือ การลดอุณหภูมิร่างกาย การชดเชยน้ำและอิเล็กโทรไลต์ และลดการอักเสบของเซลล์ที่ถูกทำลายจากความร้อน การให้ยาต้องทำควบคู่ไปกับการลดอุณหภูมิภายนอก ควรเริ่มด้วยการให้สารน้ำทางเส้นเลือด ซึ่งมีความสำคัญมากในการช่วยรักษาความดันเลือด และช่วยระบายความร้อนทางปัสสาวะให้มากยิ่งขึ้น สารน้ำและยาที่ควรให้มีดังต่อไปนี้
1 สารน้ำชนิด 0.9% NaCl หรือ Acetated Ringer’s Solution (Heat stroke จะทำให้สุกรมีภาวะเลือดเป็นกรดรุนแรงจากความร้อน แนะนำหลีกเลี่ยงการใช้ Lactated Ringer’s Solution) โดยให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำ (IV) บริเวณเส้นเลือดที่ใบหู โดยหากอยู่ในระยะวิกฤต หรือภาวะช็อก ให้ในอัตรา 40-60 มล./กก. ในชั่วโมงแรก จากนั้นปรับลดลงเหลืออัตรา 4-6 มล./กก./ชม. โดยปรับตามสัญญาณชีพ
2 กลุ่มยาลดไข้ และลดการอักเสบ (NSAIDs) เพื่อยับยั้งการหลั่งสารสื่ออักเสบที่เกิดจากภาวะความร้อนสูง แนะนำให้ยา Flunixin Meglumine (ช่วยต้านภาวะ Endotoxemia ได้ดี) โดส 2.2 มก./กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) หรือเข้าหลอดเลือดดำ หรือยา Tolfenamic acid ก็เป็นอีกชนิดที่แนะนำให้ใช้ ระวังการใช้ยาลดไข้กลุ่มพาราเซตามอลในปริมาณสูง หรือยาที่ส่งผลกระทบต่อตับ และไตในขณะที่สุกรขาดน้ำรุนแรง
3 ยาบำรุง และลดความเครียดจากการออกซิเดชัน ได้แก่ การให้วิตามิน C ช่วยลดความเครียดระดับเซลล์ โดส 10-20 มก./กก. Butaphosphan + วิตามิน B12 (เช่น คาโตซาล) ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ และช่วยให้ฟื้นตัวไวขึ้น โดส 5-10 มล. ต่อตัว (สำหรับสุกรใหญ่)
4 ยาอื่นๆ กรณีฉุกเฉิน กรณีชักหรือตื่นตระหนก สัตวแพทย์อาจพิจารณาให้ Diazepam เพื่อให้สงบและลดการสร้างความร้อนจากการดิ้น (อ้างอิงจากการรักษาสัตว์เลี้ยงเช่น สุนัข แมว ในโรงพยาบาล) กรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรืออ่อนแรงมาก หรือมีสัญญาณว่าจะช็อก สัตวแพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น Dexamethasone ในรายที่อาการหนักนั้น การให้ยาตามที่กล่าวมาข้างต้นเข้าทางหลอดเลือดดำ จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา
ข้อมูลชนิด และโดสยาข้างต้นเป็นการอ้างอิงทางวิชาการ สัตวแพทย์ผู้ควบคุมการรักษาควรปรับเปลี่ยนตามอาการ ยาที่มี ยาที่สามารถใช้ได้ น้ำหนักตัวของสุกร ให้สอดคล้องตามหลักวิชาการและกฎข้อบังคับควบคุม ในระหว่างการรักษาควรติดตามอุณหภูมิตลอดเวลา เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดลงถึง 39.5°C ให้หยุดกระบวนการลดอุณหภูมิแบบฉับพลันทันที เพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิต่ำเกินไป (Hypothermia) จากการปรับตัวไม่ทัน
แนวทางการป้องกันมีความสำคัญมาก และถือเป็นวิธีดีที่สุด สำหรับการเลี้ยงสุกรในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรา ที่มีโอกาสเกิด Heat stroke ได้สูงมาก เพราะการรักษาหรือแก้ไข อาจไม่ทันการ ไม่ตอบสนอง สูญเสียสุกร หรือหากได้ผล ก็ยังต้องสูญเสียค่ายา ค่ารักษา ใช้เวลา ใช้แรงงานต่างๆ อีกมากมาย เริ่มที่การจัดการโรงเรือนหากไม่สามารถเลี้ยงในระบบ EVAP ที่ควบคุมอุณหภูมิหรือความชื้นได้ ในโรงเรือนเปิดก็จำเป็นต้องติดตั้งพัดลมระบายอากาศด้วยจำนวน ขนาด ความสูง ทิศทางที่เหมาะสม หลังคาควรมีความสูงเพียงพอและมุงด้วยวัสดุสะท้อนความร้อน มีฉนวนกันความร้อน หรือมีสปริงเกอร์พ่นน้ำบนหลังคาในตอนกลางวัน ในโรงเรือนอาจใช้การพ่นละอองน้ำ หรือหมอกในคอก แต่ต้องระวังเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ที่อาจสูงเกินไปจนก่อให้เกิดผลเสีย ในส่วนการจัดการน้ำและอาหาร ต้องมีน้ำดื่มที่อุณหภูมิปกติหรือเย็นให้สุกรกินอย่างเพียงพอ ตรวจเช็คก๊อกน้ำให้ไหลแรง ควบคุมคุณภาพน้ำให้ปลอดภัยผ่านมาตรฐานอยู่เสมอ ปรับสูตรอาหาร รวมถึงปรับเวลาให้อาหาร เลี่ยงการให้อาหารในช่วงเที่ยงหรือบ่ายที่มีอากาศร้อนจัด (แนะนำให้ช่วงเช้ามืดและค่ำ) แบ่งอาหารให้ครั้งละน้อยๆ แต่เพิ่มมื้ออาหารให้บ่อยมากขึ้น เพราะกระบวนการย่อยและเผาผลายอาหารจะสร้างความร้อนให้เพิ่มขึ้นในร่างกาย นอกจากนี้ควรลดความเครียดในการเลี้ยงและจัดการสุกรด้านต่างๆ ให้เหมาะสม เลี้ยงจำนวนสุกรให้หนาแน่นน้อยลง เพิ่มพื้นที่ต่อตัวให้มากขึ้น เสริมวิตามิน C หรือเกลือแร่ในน้ำดื่มช่วงที่อากาศร้อนจัดต่อเนื่องหลายวัน
โดยสรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นคน หรือสุกร ในทุกหน้าร้อนของประเทศไทย ต่างก็มีโอกาสเกิดภาวะ Heat stroke กันได้ทั้งหมดทั้งสิ้น มากน้อยต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่ละฟาร์ม อันเนื่องมาจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ โรงเรือน สภาพแวดล้อม การจัดการที่แตกต่างกันไป หากรู้เท่าทัน คงป้องกันได้ก่อนเสียหาย หรือหากสุดวิสัยเป็นไปเกิดขึ้นแล้ว ความรู้นี้ก็คงจะสามารถช่วยรักษาแก้ไขให้เสียหายน้อยที่สุด ไม่ว่าสถานการณ์โลกภายนอกจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าเมษายนนี้อากาศเมืองไทยจะร้อนแรงเพียงใดก็ตาม แต่หากเรามีสติ เข้าใจ รู้ทันทั้งเรื่องคนและหมูแล้ว คาดว่าทั้งคู่ก็คงจะผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยกันอย่างแน่นอน…
