อย่าทำสังคมสับสน ข้อมูล DNA ปลาหมอคางดำ

หลังจากที่ คณะอนุกรรมาธิการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ที่มี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง เป็นประธาน ได้สรุปผลการตรวจ DNA ปลาหมอคางดำ ในปี 2560-2564 รวมถึงตัวอย่างปลาที่จับได้จากบ่อพักน้ำของฟาร์มจากบริษัท ที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของการแพร่กระจาย เทียบกับข้อมูล DNA จากฐานข้อมูล GenBank – NCBI ของต่างประเทศ พบว่า มีความใกล้เคียงกันมาก จัดอยู่ในกลุ่มย่อยเดียวกันนั้น โดยอ้างอิงจากการศึกษา ของ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ โดยข่าวส่วนใหญ่ที่ออกมานำเสนอเพียงว่า DNA ปลาหมอคางดำในไทย ตรงกับ DNA ปลาหมอคางดำในประเทศกานาเท่านั้น ทั้งๆที่ข้อมูลของ ดร.เจษฎา ระบุไว้ 2 ประเทศ คือ กานา และโกตดิวัวร์

แต่การนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อ โดยอ้างอิงจาก ดร.เจษฎา ในฐานะที่ปรึกษา แต่เพียงบางส่วนเช่นนี้ ทำให้สังคมเข้าใจว่า ปลาหมอคางดำที่สร้างปัญหาในไทยมาจากประเทศกานา ที่มีรายงานการนำเข้ามาเพียงครั้งเดียว ซึ่งไม่ตรงกับรายงานการวิจัยทั้งฉบับที่ระบุชัดเจนว่า ยืนยันไม่ได้ว่า ปลาหมอคางดำของไทยมาจากกานาประเทศเดียว เกิดคำถามว่า ในเมื่อนำข้อมูลมาจาก อ.เจษฎา แล้วทำไมต้องตัดต่อให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน จะสร้างความสับสนหรือสงสัยให้กับสังคมไปเพื่ออะไร ทั้งที่รายงานฉบับเต็มมีข้อมูลและข้อสังเกตในแต่ละประเด็นครบถ้วนอยู่แล้ว

เริ่มจาก ดร.เจษฎา ที่โพสต์ข้อความระบุว่า “ผลดีเอ็นเอ ยืนยัน “ปลาหมอคางดำ ที่ระบาดในไทย” มีต้นกำเนิดมาจากแถบประเทศ กาน่า-โกตดิวัวร์(ไอเวอรี่โคสต์)” เพราะผลการวิเคราะห์ สร้างแผนภูมิต้นไม้วิวัฒนาการ (phylogenetic tree) ด้วยวิธี neighbor- joining (NJ) โดยนักวิจัยของกรมประมงได้ทำการศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรม mitochondrial DNA ส่วน D-loop ของปลาหมอคางดำ เปรียบเทียบกันระหว่าง ลำดับพันธุกรรมของตัวแทน haplotype กลุ่มประชากรปลาของ 6 จังหวัดในประเทศไทย และทวีปแอฟริกาแล้ว ได้ผลว่า ตัวอย่างปลาหมอคางดำที่เก็บจาก 6 จังหวัดที่มีรายงานการระบาดในช่วงปี 2560 ถึง 2564 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มย่อยเดียวกัน กับตัวอย่างจาก ประเทศกาน่าและโกตดิวัวร์ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของกิ่งรวม บนแผนภูมิต้นไม้นี้ ตามการวิเคราะห์แบบ boostrap ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง คือ มากถึง 70%

ถึงแม้ว่า ลักษณะแผนภูมิต้นไม้บอกว่า พันธุกรรมของปลาจากประเทศไทยมีความใกล้ชิดกับประเทศกานามากกว่า โกตดิวัวร์ แต่ความเชื่อมั่นในกิ่งย่อยของแผนภูมิต้นไม้มีค่าต่ำมาก จึงยืนยันไม่ได้ว่า ปลาหมอคางดำของไทย มาจากกานาเพียงประเทศเดียว เพราะข้อมูลยังไม่เพียงพอ ถึงแม้ องค์กรอิสระที่ติดตามเรื่องปลาหมอคางดำ ให้ข้อมูลว่า ทั้ง 2 ประเทศนี้ติดกัน และมีแหล่งน้ำเชื่อมต่อกัน จึงมีความเป็นไปได้ที่ปลาหมอคางดำจากทั้ง 2 ประเทศ จะมาจากแหล่งเดียวกัน ถือเป็นประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตได้ แต่ฟันธงว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ ได้ยาก เพราะการศึกษานี้เป็นเพียงการเปรียบเทียบ DNA เพื่อหาแหล่งที่มาของปลาเท่านั้น

ถ้าเช่นนั้นก็มีข้อสังเกตว่า ถ้านำเข้ามาเพียงครั้งเดียวแล้ว DNA ของปลาหมอคางดำในไทยไปเหมือนกับปลาจากประเทศโกตดิวัวร์ได้อย่างไร หรืออาจมีผู้นำเข้าปลาหมอคางดำจากแอฟริกาเข้ามา โคยไม่ขออนุญาตก็เป็นได้ ซึ่งที่ผ่านมาประเด็นนี้ไม่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือองค์กรอิสระอย่างจริงจัง บริษัทผู้ส่งออกปลาหมอคางดำ เข้ามารายงานและแจ้งเพียงว่า มาจากการกรอกชื่อผิดเพียงเท่านั้น แต่ไม่เคยตรวจสอบจนถึงว่า ปลาที่ส่งออกไปนั้น ตกลงเป็นปลาอะไรกันแน่

นอกจากนี้ ดร.เจษฎา ยังได้ตั้งข้อสังเกตจากงานวิจัยของกรมประมงที่ตีพิมพ์ออกมาในปี 2562-2565 ว่า DNA ปลาหมอคางดำในแต่ละพื้นที่ แม้มีความใกล้ชิดกัน แต่ก็พบความแตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่าง สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ความสัมพันธ์ค่อนข้างใกล้ชิดกัน แต่ที่จังหวัดระยอง พบว่า DNA มีความห่างและมีความเฉพาะ หรือปลาในจังหวัดเพชรบุรีเมื่อเทียบกับที่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็โดดไปอีก จึงตั้งข้อสังเกตได้ว่า ปลาสามารถเปลี่ยนพันธุกรรมได้เองหรือไม่ หรืออาจมาจากการบริษัทอื่นๆ ที่นำเข้ามาโดยไม่ขออนุญาตก็มีความเป็นไปได้ เพราะหากปลามาจากการนำเข้าเพียงครั้งเดียวและแหล่งเดียวกันทั้งหมด DNA ก็ควรเหมือนกันทั้งหมด ไม่ใช่มีส่วนที่แตกต่างกันเช่นนี้

สรุป การศึกษาเปรียบเทียบ DNA ปลาหมอคางดำ ฟันธงไม่ได้ว่า ปลาหมอคางดำในไทย มาจากการนำเข้าตามรายงานเท่านั้น เพราะปริมาณข้อมูลยังไม่เพียงพอ ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลให้กับสังคมจำเป็นต้องนำเสนอให้ครบถ้วน และถ้าเป็นไปได้ควร ให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ มาให้ข้อมูลที่รอบด้าน ไม่เป็นการบิดเบือนข้อมูลจนเกิดความสับสน รวมทั้งควรพิสูจน์ ข้อสังเกตที่ว่า อาจมีบริษัทอื่นที่ลักลอบนำเข้าปลาคางดำจากแอฟริกาเข้ามาโดยไม่ได้รับจากอนุญาตอย่างจริงจังอีกด้วย..

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related News